top-head-banner

MEMBER LOGIN
User name ::

Password ::
SIGN IN
 

 
 
 
 
 
 
 
 

 
   
ฉบับที่ 18 มกราคม 2553-มีนาคม 2553

เหลียวหลังแลหน้าประกันวินาศภัยไทย

 
การคำนวณเงินสำรองค่าสินไหมทดแทน
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงของการประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ปี 2551 (ฉบับ Underwriter)
ซีดี-รอม ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงของการประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ปี 2551 (ฉบับสมบูรณ์)

 
HyperLink
ฉบับที่ 14 ตุลาคม-ธันวาคม 2552

 
 
'วินาศภัย' ได้ชื่อ 17 ค่าย ร่วม Weather Index


ประกันดัชนีสภาพอากาศคืบอีกก้าว วินาศภัย 17 ค่าย แห่ลงชื่อร่วมขาย ยักษ์ใหญ่มาครบทีม ทั้งกรุงเทพฯ-ทิพยฯ-ภัทรฯ-นวกิจฯ-ไทยรีฯ รวมถึงวิริยะ ขาใหญ่ด้านรถยนต์ ส.วินาศภัยลั่นพร้อมเต็มร้อยจี้กรมฯประสานเวิลด์แบงก์ ย้ำหากภายในต้นกุมภายังไม่ได้รับคำตอบส่งสานทวงถามทันที ระบุ Weather Index เป็นสินค้าใหม่น่าลิ้มลองตรงตามนโยบายบอร์ดสมาคมฯ ปีจอมุ่งส่งเสริมผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มยอดขายสมาชิก

นายถนัด จีรชัยไพศาล ประธานคณะอนุกรรมการประกันภัยเบ็ดเตล็ด สมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าโครงการประกันภัยดัชนีสภาพอากาศ (Weather Index Insurance) ที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการประกันภัยพืชผลทางการเกษตร  ซึ่งทางธนาคารโลก (World Bank) ประสานผ่านมาทางภาครัฐตั้งแต่ปีที่ผ่านมาเพื่อทดลองทำในประเทศไทยว่า ขณะนี้สมาคมฯ ได้รายชื่อบริษัทวินาศภัยที่แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้วมีทั้งสิ้น 17 บริษัทประกอบด้วย

1. บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
2. บริษัท กรุงไทยพาณิชย์ประกันภัย จำกัด
3. บริษัท เจ้าพระยาประกันภัย จำกัด
4. บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
5. บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
6. บริษัท ไทยประกันสุขภาพ จำกัด
7. บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน)
8. บริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด
9. บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
10. บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
11. บริษัท ภัทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)
12. บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันส์ จำกัด
13. บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
14. บริษัท สมโพธิ์ เจแปน (ประเทศไทย)จำกัด
15. บริษัท สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
16. บริษัท แอลเอ็มจีประกันภัย จำกัด และ
17. บริษัท ไอโออิ กรุงเทพประกันภัย จำกัด

ในจำนวนนี้มี 7 บริษัท ที่มีเงื่อนไขพิเศษขอพิจารณารายละเอียดของโครงการ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าร่วมรับประกันภัย ได้แก่
1. บจ.กรุงไทยพาณิชย์ประกันภัย
2. บมจ.ไทยประกันภัย
3. บจ.ไทยศรีประกันภัย
4. บมจ.นวกิจประกันภัย
5. บมจ.ภัทรประกันภัย
6. บจ.สมโพธ์ เจแปน (ประเทศไทย) และ
7. บจ.แอลเอ็มจีประกันภัย 

“เราได้ทำหนังสือแจ้งไปที่ท่านอธิบดีกรมการประกันภัยแล้วว่า ขณะนี้มีบริษัทสมาชิกสนใจที่จะเข้าร่วมรับประกันภัยดัชนีสภาพอากาศแล้ว  ขอให้กรมฯ แจ้งไปทางเวิลด์แบงก์เกี่ยวกับความพร้อมของบริษัทประกันภัย ซึ่งตอนนี้เราก็รอคำตอบจากกรมฯ อยู่  ตามขั้นตอนหลังจากได้จำนวนบริษัทประกันภัยที่จะรองรับโครงการแล้วกรมฯ จะต้องประสานกับเวิลด์แบงก์เพื่อเริ่มโครงการ ร่างกรมธรรม์เงื่อนไขความคุ้มครอง ตลอดจนเบี้ยประกันภัย เลือกพื้นที่นำร่องโครงการ”

อย่างไรก็ดี นายถนัดกล่าวว่า สมาคมฯ จะรอคำตอบจากกรมฯ ระยะหนึ่ง หากภายในสิ้นเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้ายังไม่ได้รับคำตอบ จะทำหนังสือทวงถามความคืบหน้าไปที่กรมการประกันภัย  เพราะประกันภัยดัชนีสภาพอากาศจัดเป็นสินค้าใหม่ประเภทหนึ่งที่น่าสนใจ  สอดคล้องกับนโยบายในการดำเนินงานของสมาคมฯ ในปีนี้ที่ต้องการผลักดันสินค้าใหม่ๆ  เพื่อเพิ่มทางเลือกส่งเสริมให้บริษัทสมาชิกมีผลิตภัณฑ์หลากหลายในการขยายตลาดมากขึ้นนอกเหนือจากสินค้าเดิมๆ อีกทั้งยังสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคและสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ

“จริงๆ แล้ว ประกันภัยดัชนีสภาพอากาศที่ต่างประเทศทำ ไม่ได้ใช้ประเมินความเสี่ยงของธรรมชาติที่มีต่อพืชผลการเกษตรเท่านั้น จุดเริ่มต้นมาจากสหรัฐฯ มีบริษัทที่ขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเขาต้องการทำประกันภัยยอดขายพลังงานของเขาที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ เช่น หน้าหนาวคนจะใช้น้ำมันหรือก๊าซเยอะมากเพื่อทำตัวฮีทเตอร์  แต่เมื่อไม่หนาวความต้องการของประชาชนลดลง ส่งผลกระทบกับยอดขายน้ำมันและก๊าซ เป็นการประกันภัยการคาดคะเนสภาพอากาศแต่ละปีจะเป็นอย่างไร คาดการณ์ระดับอุณหภูมิมีผลกระทบต่อการขายน้ำมัน เขาประยุกต์ตัววัดภาพอากาศแบบนี้มาใช้ในเชิงเกษตรกรรม เช่น ปริมาณน้ำฝนซึ่งจะเกี่ยวข้องกับบ้านเรามากกว่าอุณหภูมิ เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่ผ่านมาเราเคยมีการประกันภัยพืชผล ทำบ้างล้มบ้าง เพราะต้นทุนการดำเนินการสูง เบี้ยแพง เกษตรกรไม่สามารถรับภาระจ่ายค่าเบี้ยได้ การมีประกันภัยดัชนีสภาพอากาศน่าจะทำได้ง่ายกว่า”    

อนึ่ง การประกันภัยดัชนีสภาพอากาศที่จะดำเนินการในประเทศไทย เบื้องต้นคาดการณ์กันว่า จะใช้ดัชนีปริมาณน้ำฝน เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่จะทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย  โดยจะพิจารณาจากระดับปริมาณน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นตัวชี้วัดค่าความเสี่ยงภาวะแล้งหรือน้ำท่วม เช่น น้ำฝนในช่วง 6 เดือน หรือ 1 ปี ควรจะมีปริมาณสูงสุด-ต่ำสุดเท่าไร หากฝนตกน้อยหรือมากกว่าปริมาณน้ำฝนที่กำหนดไว้และทำให้พืชผลเกษตรเสียหาย  บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับเกษตรกร  ซึ่งวิธีนี้ง่ายกว่าการประกันภัยพืชผลในอดีต เนื่องจากบริษัทประกันภัยไม่ต้องจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจความเสียหายว่าเกิดจากสาเหตุอะไร  แค่ให้กรมอุตุนิยมวิทยาวัดปริมาณน้ำฝนในพื้นที่นั้นให้ก็จะรู้ทันทีว่าต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ เพราะมีเกณฑ์มาตรฐานกำหนดไว้แล้ว ยกตัวอย่าง พื้นที่นี้กำหนดปริมาณฝนไว้ที่ 50 เซนติเมตร-1 เมตร ถ้าภายใน 6 เดือน หรือ 12 เดือน มีฝนตกต่ำกว่า 50 เซ็นติเมตรแสดงว่าอยู่ในภาวะแล้งเพาะปลูกลำบากพืชผลเสียหายบริษัทประกันภัยจะจ่ายสินไหมทดแทนให้เช่นเดียวกันถ้าปริมาณน้ำฝนสูงเกิน 1 เมตรมีโอกาสน้ำท่วมสูงมาก

แต่การประกันภัยดัชนีสภาพอากาศ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัยส่วนหนึ่งให้กับเกษตรกรเช่นเดียวกับประกันภัยพืชผล  เพื่อลดภาระให้กับเกษตรกรเพราะค่าเบี้ยประกันภัยค่อนข้างแพง โดยเบี้ยประกันภัยน่าจะอยู่ประมาณ 5%  เท่ากับประกันภัยพืชผล  ขณะที่รูปแบบการรับประกันภัยอาจจะต่างคนต่างรับ หรือตั้งกองกลาง (พูล) ขึ้นมาเพื่อร่วมรับประกันภัยก็ได้

http://www.siamturakij.com

ที่มาของข่าว :: เว็บไซต์ นสพ.สยามธุรกิจ 27 ม.ค. 2549
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน :: 643 ครั้ง
ส่ง Link ให้เพื่อน
E-mail ::   Send Mail
 
  HOME| ABOUT IPRB | INFORMATION SERVICES| NEWS | ARTICLES| IPRB PUBLICATIONS | ACTUARIES' CORNER | LINKS | CONTACT US
Copyright 2007 สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย - The Insurance Premium Rating Bureau - All Rights Reserved