top-head-banner

MEMBER LOGIN
User name ::

Password ::
SIGN IN
 

 
 
 
 
 
 
 
 

 
   
ฉบับที่ 20 กรกฎาคม 2553-กันยายน 2553
ภาวะโลกร้อน ประกันภัยช่วยอะไรได้บ้าง?

 
ซีดี-รอม ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับสมบูรณ์
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับเจ้าหน้าที่พิจารณารับประกันภัย
การคำนวณเงินสำรองค่าสินไหมทดแทน
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงของการประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ปี 2551 (ฉบับ Underwriter)

 
HyperLink
ฉบับที่ 17 กรกฎาคม-กันยายน 2553

 
 
RBC... ปฏิวัติการทำธุรกิจประกัน

บริหารความเสี่ยงไม่เป็นถึงขั้นเจ๊ง!

บิ๊กประกันชี้ RBC ปฏิวัติการทำธุรกิจประกัน! เปลี่ยนวิธีทำมาหากินจากหน้ามือเป็นหลังมือ หมดยุคแข่งคอมมิสชั่น ทุกคนต้องบริหารความเสี่ยงเป็น ถ้าบริหารดี กำไรเยอะ นักลงทุนพร้อมใส่เงิน กลับกันถ้าไร้ฝีมือ เสี่ยงสูง ต้องโปะกองทุนเพิ่ม ผู้ถือหุ้นพร้อมเติมหรือไม่ เหตุยังมีอีกหลายธุรกิจที่น่าลงทุนมากกว่าประกันเพราะเสี่ยงต่ำกว่า ผลตอบแทนสูงกว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปถึงเวลาพิสูจน์ใครรอด ไม่รอด...

นายสุรชัย ศิริวัลลภ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) หรือไทยรี ให้ความเห็นถึงกฎการดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (Risk Based Capital : RBC) ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะเริ่มนำมาใช้กำกับดูแลเงินกองทุนของบริษัทประกันภัยตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปว่า เป็นความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดในอุตสาหกรรม เป็นตัวปฏิรูปการทำธุรกิจประกันภัยทั้งระบบจะเป็นตัวชี้ว่าใครอยู่รอด ไม่รอด

“ถามคนในอุตสาหกรรมเราพร้อมรับกฎใหม่หรือไม่ มีคนที่เข้าใจ รู้จริงกี่คน ในระบบ RBC วิธีการทำมาหากินจะต่างจากแบบเก่าหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะฉะนั้นการบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญ ในอดีตคนไม่สนใจเรื่องความเสี่ยง สนใจแต่ค่าคอมมิสชั่น ต่อไปนี้ไม่สนใจไม่ได้ต้องมองความเสี่ยง วัดความเสี่ยงเอง ถ้าบริหารความเสี่ยงไม่ดี ต้องใช้เงินกองทุนสูงขึ้น จะเอาเงินกองทุนที่ไหนมารองรับ เงินกองทุนจะมาจากผู้ถือหุ้น ถ้าผลตอบแทนต่ำแต่ความเสี่ยงมีแต่จะสูงขึ้นผู้ถือหุ้นจะใส่เงินเพิ่มให้หรือไม่ การเทรนคนให้เข้าใจระบบการทำงานใหม่ทำยากใช้เวลาเป็น 10 ปี เป็นเจเนอเรชั่น”

นายสุรชัยกล่าวว่า เงินกองทุนเป็นหัวใจสำคัญในการประกอบธุรกิจประกันภัย ภายใต้กฎ RBC ความเสี่ยงทุกอย่างเกี่ยวข้องกับเงินกองทุน ในอดีตบริษัทประกันภัยมีความเสี่ยงหรือรับเบี้ยประกันภัยมาเท่าไหร่ กฎหมายกำหนดให้มีเงินกองทุนแค่ 10% ของเบี้ยเพียงพอแล้ว แต่หลังจากนี้ไม่ได้ต้องดูความเสี่ยงงานแต่ละประเภทเป็นอย่างไร เงินกองทุนสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ ซึ่งตามกฎ RBC จะต้องใช้เงินกองทุนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของนักลงทุน ถ้าจะให้ใส่เงินเพิ่มต้องมีเงื่อนไขที่น่าสนใจ ถ้าบอกว่าธุรกิจประกันภัยมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ให้ผลตอบแทนคืนกำไรกลับมาให้ผู้ถือหุ้นแค่ 4-5% เทียบกับการลงทุนอื่นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า อาทิ ฝากธนาคารก็ได้ผลตอบแทนระดับนี้แล้วใครจะมาลงทุน มีหลายธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยงสูงและให้ผลตอบแทนสูงกว่าธุรกิจประกันภัย ดังนั้น การจะให้นักลงทุนมาลงทุนในธุรกิจประกันภัยต้องทำให้ผลตอบแทนสูงกว่าธุรกิจอื่น อย่างไทยรีในแต่ละปีกำหนดเป้าหมายคืนผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น 20%

สำหรับไทยรี นายสุรชัย กล่าวว่า แม้จะเปิดบริษัทลูกใหม่ขึ้นมาอีกหลายบริษัทเพื่อเป็นเอาต์ซอร์สด้านการบริการต่างๆ ให้กับธุรกิจประกันภัย เพิ่มรายได้ใหม่ให้กับบริษัททำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นก็จริง อาจจะต้องหาเงินกองทุนมารองรับมากขึ้นตามกฎ RBC แต่บริษัทลูกที่เปิดขึ้นมาทำธุรกิจด้านบริการไม่ต้องใช้เงินทุนมาก มีแค่ไทยรีประกันชีวิตที่เปิดขึ้นหลายปีก่อนเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ใช้ทุนจดทะเบียนถึง 500 ล้านบาท ขณะที่บริษัทลูกอื่นๆ ใช้ไม่มากระดับ 40 หรือ 50 ล้านบาท อย่างบริษัท EMCS ที่ให้บริการอนุมัติสินไหมรถยนต์ออนไลน์ (อี-เคลม) ใช้เงินลงทุน 40 ล้านบาท

“ในอนาคตเราคงไม่แตกบริษัทลูกเพิ่มแล้ว เพราะยิ่งเปิดมากจะยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่ม ตอนนี้เรามีเงินกองทุน 2,500 กว่าล้านบาท เพียงพอรองรับ RBC”

www.siamturakij.com
ที่มาของข่าว :: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1116 ประจำวันที่ 14-16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน :: 163 ครั้ง
ส่ง Link ให้เพื่อน
E-mail ::   Send Mail
 
  HOME| ABOUT IPRB | INFORMATION SERVICES| NEWS | ARTICLES| IPRB PUBLICATIONS | ACTUARIES' CORNER | LINKS | CONTACT US
Copyright 2007 สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย - The Insurance Premium Rating Bureau - All Rights Reserved