top-head-banner

MEMBER LOGIN
User name ::

Password ::
SIGN IN
 

 
 
 
 
 
 
 
 

 
   
ฉบับที่ 20 กรกฎาคม 2553-กันยายน 2553
ภาวะโลกร้อน ประกันภัยช่วยอะไรได้บ้าง?

 
ซีดี-รอม ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับสมบูรณ์
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับเจ้าหน้าที่พิจารณารับประกันภัย
การคำนวณเงินสำรองค่าสินไหมทดแทน
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงของการประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ปี 2551 (ฉบับ Underwriter)

 
HyperLink
ฉบับที่ 17 กรกฎาคม-กันยายน 2553

 
 
‘ไทยรี’ ได้ฤกษ์ขุดทองต่างประเทศ

จูงกรุงเทพฯส่งบริษัทลูก EMCS ปักธง!อินโดฯ

เกือบ 10 ปีที่บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ (ไทยรี) ลุกขึ้นมา “ปฏิวัติ” ตัวเอง เริ่ม “ปรับ” แนวทางทำธุรกิจใหม่ ขยายช่องทางสร้างรายได้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการ “รอ” รับประกันภัยต่อจากบริษัทประกันภัยในไทยที่จะคอย “ป้อน” งานประกันต่อมาให้ จนถูกมองว่าเป็น “เสือนอน กิน” ไม่ต้องออกแรงหรือแข่งขันเพื่อให้ได้งานเหมือนบริษัทประกันภัยทั่วไปก็มีรายได้เข้ากระเป๋าแล้ว

ช่องทางสร้างรายได้ใหม่ที่ว่าคือการ “แตก” บริษัทลูกขึ้นมา จนถึงขณะนี้มีอยู่ด้วยกัน 5 บริษัท ประกอบด้วยบริษัท EMCS ที่ให้บริการอนุมัติสินไหมรถยนต์ออนไลน์, บริษัท เฟิร์สตเทค จำกัด ให้บริการเอาต์ซอร์ส ด้านไอที, บริษัท ทีอาร์ เทรนนิ่ง, บริษัท ทีอาร์ เซอร์วิสเซส และบริษัท ไทย อินชัวเรอส์ ดาต้าเน็ต จำกัด (ทีไอดี) อีกทั้งยังมีบริษัทลูกแยกย่อยออกมาอีก 3-4 บริษัทอยู่ในเครือของทีอาร์ เซอร์วิสเซส อาทิ บริษัท ปริ้นท์ เซิร์ฟ ให้ บริการพิมพ์และจัดส่งกรมธรรม์ บริษัท ทีป้า บริหารจัดการสินไหมประกันสุขภาพ บริษัทให้บริการคอล เซ็นเตอร์ เป็นต้น

“วิธีการทำมาหากินของเราไม่เหมือนบริษัทประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอส์) ต่างประเทศ เราทำบริษัทลูกเยอะช่วยบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กอยู่รอดเพื่อลดค่าใช้จ่าย แชร์ทรัพยากรร่วมกัน เช่น คอมพิวเตอร์ ทุก 3-4 ปีบริษัทต่างๆ ต้องลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่อัพเกรดโปรแกรมใหม่ ของเดิมล้าสมัยไปแล้ว โดยเงินลงทุนด้านนี้ก็แตกต่างกันไปตามขนาดบริษัท มีตั้งแต่ 10 ล้านบาทถึง 100 ล้านบาท ทำให้คอสต์ในการดำเนินธุรกิจบ้านเราสูง โดยค่าใช้จ่ายบวกคอมมิสชั่นปาเข้าไปถึง 45-50% ขณะที่ตลาดสากลไม่เกิน 30% เป็นสาเหตุที่ทำให้เบี้ยแพงเพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้บวกเข้าไปในต้นทุน เอาเปรียบผู้บริโภค ทำให้ธุรกิจประกันวินาศภัยโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น ถ้าลดรายจ่ายส่วนนี้ได้จะทำให้เบี้ยถูกลง คนซื้อประกันได้เยอะขึ้น ทำให้ธุรกิจรวมโตได้เร็วกว่านี้

บริษัทลูกที่เราเปิดขึ้นมาช่วยลดค่าใช้จ่ายพวกนี้ หลายบริษัทที่ไม่มีได้มาแชร์ใช้ตู้เย็นร่วมกัน” นายสุรชัย ศิริวัลลภ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ (ไทยรี) กล่าว

ปลื้มบริษัทลูกเก็บกำไรถ้วนหน้า EMCS เจ๋ง วินาศภัย 30 แห่งใช้

นายสุรชัย กล่าวว่า บริษัทลูกประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจมาก เกือบทุกบริษัทมีกำไรแล้วยกเว้นเฟิร์สต เทค โดยบริษัทที่มีผลงานดีที่สุดคือ EMCS ปัจจุบัน มีบริษัทประกันภัยรถยนต์เข้ามาใช้บริการกว่า 30 บริษัท เนื่องจากมีความพร้อมทั้งมีอู่คู่สัญญากว่า 1,300 อู่ทั่วประเทศ, ร้านอะไหล่ 20-30 แห่ง ร้านขายกระจกอีกหลายแห่ง รวมไปถึงดีลเลอร์ใหญ่ๆ จากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นทั้งของโตโยต้าและฮอนด้า โดยบริษัทที่เข้ามาใช้บริการสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ 6% ถือว่ามาก แค่ลดได้ 1% หมายถึงกำไรขาดทุนแล้ว

ส่วนทีป้ามีบริษัทประกันภัยเข้ามาใช้บริการ 16 บริษัท, ทีอาร์ เทรนนิ่งมีรายได้เติบโตปีละ 20-30%, คอล เซ็นเตอร์ มีพนักงานให้บริการอยู่กว่า 30 ที่นั่ง ในส่วนนี้รวมถึงพนักงานขายผ่านโทรศัพท์ (เทเลมาร์เก็ตติ้ง) ด้วย

ปีนี้เริ่มขุดทอง ตปท. เพิ่มรายได้ ควง “กรุงเทพ” ปักธงอินโดฯ


สำหรับในปีนี้ ตั้งเป้าหมายบริษัทลูกทุกแห่งมีรายได้เพิ่มขึ้น อย่าง EMCS อยู่ ที่ประมาณ 60 ล้านบาท, ทีป้าประมาณ 40 ล้านบาท โดยจะเริ่มขยายธุรกิจของบริษัทลูกออกไปต่างประเทศเพื่อหารายได้เพิ่ม โดยบริษัทลูกที่จะไปต่างประเทศก่อนคือ EMCS เนื่องจากมีความพร้อมมากกว่าบริษัทอื่น ซึ่งการขยายธุรกิจไปต่างประเทศจะไปกับพร้อมกับบมจ.กรุงเทพประกันภัยที่เป็นพาร์ตเนอร์ และทางกรุงเทพฯ มีการลงทุนทำธุรกิจประกันภัยในต่างประเทศอยู่แล้ว ที่เล็งไว้มีอยู่ 3-4 ประเทศ ที่มีปัญหาคล้ายกับไทย โดยประเทศแรกที่จะเริ่มลงทุนในปีนี้คืออินโดนีเซีย ซึ่งบริษัทกรุงเทพฯ มีพาร์ตเนอร์เป็นบริษัทประกันภัยรถยนต์รายใหญ่อยู่ นอกจากนี้ ยังมีฟิลิปปินส์ ส่วนสิงคโปร์ มาเลเซียไม่ไป ขณะที่ทีป้าจะตามไปทีหลัง

“ตอนนี้เรามีช่องทางการสร้างรายได้ 3 ส่วนหลัก คือ 1.จากการรับประกันภัยต่อทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต คิดเป็นสัดส่วน 60% 2.รายได้จากการลงทุนของทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต 30% และ 3.รายได้จากค่าธรรมเนียมในการให้บริการของบริษัทลูกอีก 10% ในอนาคตจะปรับสัดส่วนการสร้างรายได้ทั้ง 3 ส่วนให้เป็น 40%, 40% และ 20% ตามลำดับ เพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียม ไม่มีแผนตั้งบริษัทลูกเพิ่มเพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่ม”

ตั้งเป้าเบี้ยรับ 5,300 ล้าน โต 12% ขนสินค้าเบี้ยถูก ซื้อง่ายดูดรายย่อย

นายสุรชัย กล่าวว่า ปีนี้ไทยรีตั้งเป้าหมายเติบโตเพิ่มขึ้น 12-13% คิดเป็นเบี้ยรับรวมประมาณ 5,300-5,400 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% ขณะที่ 5 เดือนแรกเติบโตถึง 16-17% อัตราสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ลดลงต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 41% จาก 44-45% ในช่วง ปีก่อนหน้าเนื่องจากปรับพอร์ตลดสัดส่วน งานลูกค้ารายใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูงออกไป อาทิ โรงกลั่น โรงไฟฟ้าเบี้ยหายไปเกือบ 200 ล้านบาทแต่สินไหมลดลงมาก

การขยายธุรกิจยังคงมุ่งเน้นขยายตลาดรับประกันภัยต่อกลุ่มลูกค้ารายย่อย เพิ่มขึ้นเพื่อสามารถกระจายความเสี่ยงในพอร์ตรับประกันภัยให้มีคุณภาพและมีความสมดุลดีขึ้น เช่น ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) ประกันสุขภาพ และประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย เป็นต้น โดยเฉพาะพีเอและสุขภาพตลาดล่างต้องมา เน้นออกกรมธรรม์ที่มีเงื่อนไขเข้าใจง่ายแบบไทยๆ เพื่อให้ขายง่าย เบี้ยไม่แพงมากอย่างพีเอประมาณ 400-500 บาท ซึ่งระยะหลังจะออกเป็นกรมธรรม์สำเร็จรูปรวมไปถึงรูปแบบ “บัตรเติมเงิน” เหมือนที่เคยทำประกันภัยเอื้ออาทรกล่าวคือเมื่อลูกค้าซื้อกรมธรรม์ไปแล้วสามารถโทรศัพท์เข้ามาเพื่อยืนยันและเริ่มความคุ้มครองได้ทันที เคยร่วมกับบริษัทประกันภัยในการออกกรมธรรม์สำเร็จรูปมาบ้างแล้ว 2-3 รายจะขยายความร่วมมือลักษณะนี้มากขึ้น อาทิ แบบประกันรายย่อย (ไมโคร อินชัวรันส์) จะทำลักษณะนี้ด้วย โดยบริษัทมีหน่วยงานวิจัยเพื่อหาข้อมูลวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าจะได้หาสินค้าใหม่ๆ มารองรับได้ตรงเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท โดยหน่วยงานออกสินค้าใหม่เติบโตปีละ 50%

“การที่เราสามารถสร้างโปรดักต์ใหม่ๆ ได้ ทำให้สามารถกำหนดราคา กำหนดวิธีการรับประกันภัย (อันเดอร์ไรท์) คัดเลือกลูกค้าได้ ต่างจากอดีตไม่สามารถทำได้ เราจะไม่โฟกัสช่องทางทำธุรกิจแค่ทางเดียว จะหาช่องทางใหม่ๆ เสริม ที่ผ่านมาเดินมาถูกต้องแล้ว ผลการดำเนินงานมีความมั่นคงมากขึ้น ในอนาคตคือทำอย่างไรที่จะต่อยอดได้ ทำให้บริการอยู่ได้แข่งกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลง ไม่เน้นโตมาก คุณภาพต้องมาก่อนเพื่อคืนผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ตามเป้าหมายต้องทำให้ได้ 20% ต่อปี ที่ผ่านมาทำได้มาตลอด ยกเว้นตอนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540-2541 ได้แค่ 17-18% โดยปีก่อนได้ 23%”

www.siamturakij.com
ที่มาของข่าว :: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1113 ประจำวันที่ 3-6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน :: 96 ครั้ง
ส่ง Link ให้เพื่อน
E-mail ::   Send Mail
 
  HOME| ABOUT IPRB | INFORMATION SERVICES| NEWS | ARTICLES| IPRB PUBLICATIONS | ACTUARIES' CORNER | LINKS | CONTACT US
Copyright 2007 สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย - The Insurance Premium Rating Bureau - All Rights Reserved