MEMBER LOGIN
User name ::
Password ::
SIGN IN
ฉบับที่ 20 กรกฎาคม 2553-กันยายน 2553
ภาวะโลกร้อน ประกันภัยช่วยอะไรได้บ้าง?
ซีดี-รอม ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับสมบูรณ์
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับเจ้าหน้าที่พิจารณารับประกันภัย
การคำนวณเงินสำรองค่าสินไหมทดแทน
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงของการประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ปี 2551 (ฉบับ Underwriter)
ฉบับที่ 17 กรกฎาคม-กันยายน 2553
เหยื่อเผากรุง เอวัง! ท้ายสุดรัฐปัดอุ้ม
จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ โดยข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวบรวมมีจำนวนกรมธรรม์ประกันวินาศภัยของผู้เอาประกันที่ได้รับความเสียหายในเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับความไม่สงบถึง 751 กรมธรรม์ แต่เป็นกรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองภัยจากภัยก่อการร้ายเพียง 21 กรมธรรม์นั้น
แต่ถึงทุกวันนี้ผ่านมาร่วมเดือนเศษ ยังไม่มีผู้เอาประกันภัยรายใดได้รับการชดใช้ค่าสินไหม เกิดสุญญากาศและข้อถกเถียงการตีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นภัยก่อการร้ายหรือไม่ รวมถึงความช่วยเหลือสินไหมกรุณาจะมีความชัดเจนอย่างไร จนเป็นข้อกังขาของผู้เอาประกันว่า ท้ายสุดรัฐจะให้ความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ขณะที่บริษัทประกันที่อ้างว่าพร้อมจะช่วยเหลือผู้เอาประกันเต็มที่แต่ก็ไม่กล้าสรุป เพราะรอนโยบายที่ชัดเจนจาก คปภ.
"จุดบอดหรือข้อผิดพลาด" ที่ท้ายสุดแล้วเห็นได้ชัดเจนว่า กระทรวงการคลัง และ สำนักคณะ คปภ. ที่ก่อนหน้านี้ออกตัวแรงแต่แรก ประหนึ่งอุ้มช่วยเหลือผู้เอาประกันที่ได้รับความเสียหายเต็มที่และบนบรรทัดฐานเดียวกัน กลับส่งสัญญาณโดย "นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์" ปลัดกระทรวงการคลัง และในฐานะ ประธาน คปภ. ชี้ชัดแล้วว่า "ขอให้ทุกฝ่ายยึดข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เพราะแต่ละเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน จะให้เหมารวมตีความทุกกรณีเป็นความเสียหายจากภัยก่อการร้ายไม่ได้ ถึงแม้ในตอนแรกจะเข้าใจว่าเป็นการก่อการร้ายทั้งหมด"
นายสถิตย์ ย้ำว่า ทางรัฐบาลจะไม่มีการตีความใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศออกไปว่าเป็นการก่อการร้าย ซึ่งตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ไม่คุ้มครอง เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่นั่นเป็นเพียงแค่ประกาศ ส่วนในการตีความทางด้านประกันภัย ก็ควรจะยึดตามสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ผู้เอาประกันจึงมีสิทธิ์ในการแสดงข้อเท็จจริงต่อบริษัทประกัน ถ้าตกลงการจ่ายสินไหมทดแทนได้ตรงกัน ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา แต่หากมีความเห็นไม่ตรงกัน ก็ให้นำเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ เพื่อดำเนินการฟ้องร้อง ให้คปภ.เป็นผู้ดำเนินการไกล่เกลี่ย หรือศาลเป็นผู้ตัดสิน
"ในเวลานั้นต้องช่วยเหลือกันระหว่างบริษัทประกันและลูกค้า จึงอยากจะขอให้บริษัทประกันเห็นใจผู้เอาประกัน โดยตีความในลักษณะที่เป็นทุนกับผู้เอาประกันภัย หรือให้ตีความอย่างกว้างไว้ก่อน แต่อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วในการเรียกร้องค่าสินไหม ก็เป็นสิทธิทั้งผู้เอาประกันและบริษัทประกันในการยอมรับการเรียกร้องนั้นหรือไม่"
ผิดกับที่ผ่านมาทาง คปภ. และภาคธุรกิจประกันวินาศภัย ได้ประกาศว่าความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจาก "การก่อการร้าย" และถ้าผู้เอาประกันภัยรายใดไม่ได้ซื้อความคุ้มครองภัยจากการก่อการร้ายเพิ่ม จะถือว่าไม่มีความคุ้มครองเลย และต้องให้บริษัทประกันภัยพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษแต่ละรายๆ ไป ทำให้ต่อมาไม่นาน หลายสมาคมในวงการธุรกิจประกันออกอาการเป็นห่วงอย่างมาก เพราะหากไม่มีการพิจารณาแยกแยะเหตุการณ์ความเสียหายก่อน จะทำให้ผู้เอาประกันที่เห็นว่า การปฏิเสธการจ่ายสินไหมตามกรมธรรม์ที่มีอยู่ไม่เป็นธรรม และตัดสินใจนำเรื่องขึ้นสู่ศาล ซึ่งจะทำให้มีจำนวนคดีมากและการพิจารณาในกระบวนการทางศาลล่าช้า ส่งผลกระทบต่อผู้เอาประกัน และบริษัทประกันภัยที่จะต้องสำรองค่าสินไหมจนกว่าคดีจะสิ้นสุด
ทางสมาคมนายหน้าประกันภัยไทยนั่งไม่ติด จึงส่งหนังสือแสดงความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมให้กับผู้เอาประกันที่ได้รับความเสียหายในเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับความไม่สงบเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมาให้สำนักงานคปภ. ไปแล้ว โดยได้เรียกร้อง ขอให้ คปภ. เป็นผู้นำในการเสนอหลักการตีความเหตุการณ์ที่ผู้เอาประกันภัยแต่ละรายได้รับความเสียหาย ว่าเหตุการณ์ใดเป็นการปล้นสะดมธรรมดา หรือ คึกคะนอง เพื่อว่าวางกรอบให้บริษัทประกันภัยพิจารณาการจ่ายค่าสินไหม
สำหรับกรอบเบื้องต้นพิจารณาตีความเหตุการณ์ใดเข้าข่ายก่อการร้ายหรือไม่นั้น นายเรืองวิทย์ นันทาภิวัฒน์ นายกสมาคมนายหน้าประกันภัย ยกตัวอย่างว่า คปภ. อาจพิจารณาจากองค์ประกอบ ได้แก่ 1) เวลาที่เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัย 2) สถานที่ และ 3) รูปแบบของการก่อเหตุร้าย เป็นแนวทางได้ จนในที่สุดก่อนหน้ากระทรวงการคลังแสดงจุดยืนเพียงวันเดียว "นางจันทรา บูรณฤกษ์" เลขาธิการคปภ. ได้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการว่า ในจุดยืนเดียวกับกระทรวงการคลัง เพียงแต่จะเป็นผู้ประสานหน่วยงานต่างๆ ที่มีอำนาจในการสืบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณี อันจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัยแต่ละรายต่อไป
นี่คือ ลำดับเหตุการณ์ ที่ท้ายสุดแล้วทุกฝ่ายควรจะอยู่บนหลักการประกันภัย ตกลงให้ชัดเจนในเรื่องการตีความ ไม่ว่าจะเป็นการแยกแยะเหตุการณ์ความเสียหาย จะทำให้การจ่ายสินไหมกับผู้เอาประกันที่ไม่ได้ซื้อความคุ้มครองก่อการร้ายมีความโปร่งใส อีกทั้งภาคธุรกิจโดยรวมได้รับการยอมรับจากสาธารณชน รวมถึงประกันภัยต่อต่างประเทศ ควบคู่กับการประเมินความเสียหายไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่การประเมินความเสียหายแต่ตัวเลขแล้วนำมาแปรค่ากระจายความช่วยเหลือ แต่เชื่อว่า เจตนาของภาครัฐได้แสดงความช่วยเหลือตั้งแต่แรกนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่การออกตัวแรงเกินไปโดยขาดการลำดับความสำคัญที่ถูกต้องและการขาดความชัดเจนในทิศทางเดียวกัน ก็ลดความศักดิ์สิทธิ์ของภาครัฐไปได้เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย และถือเป็นภัยพิเศษที่มีความซับซ้อน คงให้โอกาสทุกฝ่ายเรียนรู้บนความผิดพลาด พร้อมกับพัฒนาหาทางแก้ไขในทิศทางที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้เอาประกันและบริษัทประกัน
www.thanonline.com
ที่มาของข่าว ::
นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,544 วันที่ 1-3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน ::
105
ครั้ง
ส่ง Link ให้เพื่อน
E-mail ::
Send Mail
HOME
|
ABOUT IPRB
|
INFORMATION SERVICES
|
NEWS
|
ARTICLES
|
IPRB PUBLICATIONS
|
ACTUARIES' CORNER
|
LINKS
|
CONTACT US
Copyright 2007 สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย - The Insurance Premium Rating Bureau - All Rights Reserved