top-head-banner

MEMBER LOGIN
User name ::

Password ::
SIGN IN
 

 
 
 
 
 
 
 
 

 
   
ฉบับที่ 20 กรกฎาคม 2553-กันยายน 2553
ภาวะโลกร้อน ประกันภัยช่วยอะไรได้บ้าง?

 
ซีดี-รอม ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับสมบูรณ์
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับเจ้าหน้าที่พิจารณารับประกันภัย
การคำนวณเงินสำรองค่าสินไหมทดแทน
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงของการประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ปี 2551 (ฉบับ Underwriter)

 
HyperLink
ฉบับที่ 17 กรกฎาคม-กันยายน 2553

 
 
ประกันก่อการร้ายฝุ่นตลบ!

ชิงจังหวะแห่ขายกธ.ใหม่

‘คุ้มครองทุกภัย’


ผลพวงจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองเมื่อ 19 พฤษภาคม จนก่อเกิดโศกนาฏกรรม “ก่อการร้าย” เผาบ้าน เผาเมือง เผาทำลายทรัพย์สินพินาศย่อยยับมูลค่าความเสียหายมโหฬาร ฟากของความเสียหายที่เกิดขึ้นรัฐบาลระดมทุกหน่วยงานรวมถึงบริษัทประกันภัยเข้าไปเยียวยา จ่ายสินไหมทดแทนซับน้ำตาผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อ แม้ในเรื่องของเงินค่าสินไหมยังคงมีปัญหาด้านการ “ตีความ” คาราคาซังอยู่จ่ายไม่จ่ายหรือจ่ายจะจ่ายกันเท่าไหร่อยู่ก็ตาม.....

แต่เหตุการณ์ที่เกิดกระตุ้นตลาดประกันภัยก่อการร้ายโตพรวดตามความต้องการทำประกันภัยที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที ประชาชนเจ้าของทรัพย์สินตื่นตัวขอซื้อประกันภัยประเภทนี้กันจ้าละหวั่น ขณะที่บริษัทประกันภัยเองก็อยากจะรับประกันภัยอยู่ แต่ทำไม่ได้เพราะประกันภัยประเภทนี้ส่วนใหญ่ต้องส่งบริษัทประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอส์) ช่วยรับความเสี่ยง ซึ่งทางรีอินชัวเรอส์ก็ไม่กล้ารับลูกค้าจากประเทศไทย ถึงรับก็ “ขึ้นเบี้ย” แพงลิบลิ่วเพราะเสี่ยงสูง ประชาชนไม่มีกำลังจ่าย

ไทยรีมองเป็นโอกาสโตออกกธ.ใหม่ ก่อการร้ายคุ้มครองทุกภัย

“มุมมองของเราต่อเรื่องนี้มองเป็นโอกาสที่จะขยายตลาดประกันภัยก่อการร้ายเนื่องจากมีประชาชนถามเข้ามาเยอะมากอยากจะซื้อ ที่ผ่านมาบริษัทประกันภัยหนีตลอดไม่อยากรับ เรามองว่าไม่ถูก ในฐานะบริษัทประกันภัยควรจะมีความคุ้มครองให้ถ้าลูกค้าต้องการ “นายสุรชัย ศิริวัลลภ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) บริษัทประกันภัยต่อเจ้าเดียวในประเทศกล่าว

เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า บริษัทได้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยก่อการร้ายใหม่ออกมาครอบคลุมภัยทุกด้านทั้งจลาจล ก่อการร้าย การกบฏ สงคราม กลางเมืองรวมถึงภัยอื่นๆ ที่เกิดจากการเมือง หากเกิดเหตุขึ้นแล้วซื้อประกันภัยตัวนี้ไว้จะคุ้มครองทันทีโดยไม่ต้องมาตีความ หรือถกเถียงกันว่าคุ้มครองหรือไม่คุ้มครองเหมือนกรมธรรม์ในปัจจุบัน

ถ้อยคำแบบไทยไม่ต้องตีความ ดึงพันธมิตรรับกันเองไม่พึ่งตปท.

อีกทั้ง “ถ้อยคำ” (wording) เงื่อนไขความคุ้มครองเขียนเป็นแบบไทยๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจและตีความ ไม่ใช่ “ก๊อบปี้” จากกรมธรรม์ของต่างประเทศทั้งหมดเหมือนกรมธรรม์ทุกฉบับก่อนหน้านี้ซึ่งเข้าใจยากและเกิดปัญหาในการตีความมาตลอด

“ฝรั่งเขาแยกจลาจลออกเป็นหลายระดับ ทั้งการประท้วง (Strike), จลาจล (Riot), การลุกฮือของประชาชน (Civil Commotion), สงครามการเมือง (Civil War) แยกเป็นระดับความรุนแรง ความคุ้มครอง ราคาเบี้ยและเงื่อนไขจะต่างกัน ขณะที่ของไทยมีคำเดียวคือจลาจล เวลาขายให้ลูกค้าไม่รู้ขายให้ขั้นไหน ปัญหาที่เกิด คือบริษัทประกันภัยเสนอขายให้ลูกค้าอย่างหนึ่งแล้วไปซื้อประกันต่ออีกอย่างหนึ่ง พอเวลาเกิดเคลมเงื่อนไขไม่ตรงกัน ถ้าตีความแบบไทยกรมธรรม์ที่ซื้อไว้คุ้มครองถึง แต่ตีความสากลรีอินชัวเรอส์บอกไม่ได้ซื้อไว้ ประกันภัยประเภทนี้ 80-90% เรารีไปต่างประเทศ นี่เป็นสาเหตุที่เราออกกรมธรรม์ที่มีเวิร์ดดิ้งแบบไทยๆ”

ทุนไม่เกิน 40-50 ล.ขายรายย่อย บ้าน-ร้านค้า เบี้ย 0.12-0.25%

นายสุรชัย กล่าวว่า ที่ทำเงื่อนไขเป็นแบบไทยๆ ได้เนื่องจากกรมธรรม์ใหม่นี้รับประกันภัยกันเองระหว่างบริษัทประกันภัยในประเทศไทยโดยไม่ต้องประกันภัยต่อไปต่างประเทศ โดยจับมือกับบริษัทประกันภัย 3-4 บริษัทร่วมกันรับประกันภัย ทำให้มีศักยภาพที่จะทำได้ หนึ่งในพันธมิตรธุรกิจคือบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพันธมิตรในการรับประกันภัยก่อการร้ายในภาคใต้อยู่แล้ว ส่วนพันธมิตรที่เหลือยังไม่สรุปโดยมีบริษัทประกันภัยต่างประเทศสนใจจะร่วมด้วย

ทั้งนี้ กำหนดทุนประกันภัยไม่เกิน 40-50 ล้านบาท รับประกันภัยลูกค้ารายย่อยบ้านอยู่อาศัยทั่วไปและร้านค้าทั่วไป หากเป็นบ้านอยู่อาศัยเบี้ยประมาณ 0.12% ของทุนประกันภัย ร้านค้าทั่วไปประมาณ 0.25% ของทุนประกันภัยเท่ากันทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ที่ลูกค้าต้องร่วมรับผิดชอบ โดยกรมธรรม์นี้เริ่มนำออกขายแล้วเป็น กรมธรรม์เดี่ยว “Stand Alone Policy” แยกซื้อต่างหากจากกรมธรรม์พื้นฐานได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า โดยจะเอาไปผูกเสนอขายร่วมกับกรมธรรม์ของบริษัทประกันภัยพันธมิตร

ถูกกว่ารีอินชัวเรอส์นอก 7-8 เท่า คาดสิ้นปีเบี้ย 100 ล้าน

“ราคาเบี้ยที่คิดถูกมากเพราะเป็นราคาไทยๆ ถูกกว่าของต่างประเทศอย่างราคาที่ลอยด์ส ในลอนดอนโค้ดมาคิดเบี้ย 1-2% ขณะที่ราคาเบี้ยก่อการร้ายทั่วไปหลังเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคมรีอินชัวเรอส์โค้ดแพงขึ้นกว่าเดิม 7-8 เท่า ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่รู้เหตุการณ์ที่บ้านเราคืออะไร เขาอ่านจากข่าวเลยปอดกันไปหมด โดยราคานี้ต่ำกว่าประกันก่อการร้ายที่ขายอยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้คิดเบี้ย 0.5% ของทุนประกัน”

ถามว่ากรมธรรม์ประกันก่อการร้ายใหม่ที่ออกมามีโอกาสขยายตลาดมากน้อยแค่ไหน นายสุรชัยกล่าวว่า แค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว รายย่อยทั่วไปน่าจะเป็นแค่กระแส ถ้าเลยช่วงนี้ไปคาดหวังยาก แต่กลุ่มที่น่าจะสนใจซื้อมากคือพวกร้านค้าย่อยๆ ในศูนย์การค้าต่างๆ เพราะมีตัวอย่างจากร้านค้าในสยามเซ็นเตอร์, เซ็นเตอร์ วันไม่ได้ซื้อความคุ้มครองก่อการร้ายไว้เลย คาดว่าถึงปลายปีน่าจะได้เบี้ย 100 ล้านบาท ซึ่งหลักของการทำประกันภัยต้องได้วอลุ่มหรือจำนวนคนทำประกันมากพอ ถัวเฉลี่ยกำหนดทุนประกัน 10 ล้านบาทต่อกรมธรรม์ต้องหาเบี้ยให้ได้ 100 ล้านบาทเพื่อรองรับเคลม 10 ราย

นายสุรชัย กล่าวว่า ราคาเบี้ยประกันภัยก่อการร้ายที่รีอินชัวเรอส์ต่างประเทศโค้ดมาข้างต้นถึงปลายปีนี้ไม่น่าจะปรับขึ้นหรือลดลงเพราะคิดว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเหมือนที่เกิดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่อย่างศูนย์การค้าการค้าใหญ่ๆ โรงหนัง โรงแรมที่ต้องจะซื้อประกันภัยก่อการร้ายในช่วงนี้คงทำอะไรไม่ได้ ถ้าจะซื้อต้องแบกต้นทุนเพิ่มขึ้นเพราะต้องใช้ราคาของต่างประเทศเนื่องจากทุนประกันสูง อย่างราคาที่ลอยด์สโค้ดมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมาปรับขึ้นไปอยู่ที่ 2% ของเบี้ยประกันภัยจากเดิมแค่ 0.1% ของทุนประกัน หรือแพงขึ้น 8 เท่า อาจจะซื้อทุนประกันลดลงจากเดิมเพื่อให้จ่ายเบี้ยถูกลง

ชี้ “พูล” เกิดยากไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ทำได้แค่ค่ายใหญ่ไม่กี่แห่ง


ส่วนประเด็นเรื่องการตั้ง “กองกลางประกันภัยก่อการร้าย” (พูล : Pool) เพื่อแก้ปัญหาการรับประกันภัยการก่อการร้าย นายสุรชัย กล่าวว่า โอกาสเกิดยากถ้าคิดเบี้ยประกันแค่ 0.1-0.2% ของทุนประกันไม่พอ พยายามจะทำให้ไซส์ใหญ่แต่ได้เบี้ยแค่ 5-20 ล้านบาทเจอเคลมครั้งเดียวเจ๊งแล้ว การตั้งพูลช่วยรับความเสี่ยงก็จริงแต่บริษัทประกันภัยแต่ละแห่งไม่มีฐานของความเสี่ยงด้านนี้ อีกทั้งบริษัทประกันภัยที่อยากจะรับประกันภัยมีไม่กี่บริษัท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ๆ ที่จะทำเพื่อสังคมเพื่อภาพลักษณ์ของบริษัทมีไม่กี่บริษัท ถ้าบอกว่าพูลคือให้บริษัทสมาชิกสมาคมประกันวินาศภัยช่วยกันรับประกันภัย ใครไม่เข้าร่วมเสียศักดิ์ศรี จะเข้าร่วมแต่ความเสี่ยงส่วนใหญ่โอนมาให้ไทยรีอยู่ดี เมื่อไม่ไหวในที่สุดก็ต้องเลิกไป

“พูลไม่ใช่จะมารองรับความต้องการของตลาดได้ เป็นเรื่องการกุศลมากกว่า วิธีแก้ไขปัญหานี้คือรับตามความสามารถ กำลังของแต่ละบริษัท บริษัทใหญ่ที่สามารถรับทุนประกันได้ 15-20 ล้านบาทมีไม่กี่บริษัทที่พร้อมรับได้ขนาดนั้น อย่างอัคคีภัยรับกันมาตั้งหลายสิบปียังรับได้แค่ 3-4 ล้านบาท ต่ำมาก เนเจอร์ของบริษัทประกันในบ้านเรายังไม่มีความตั้งใจรับความเสี่ยงเองจึงเก็บความเสี่ยงไว้เองน้อยมาก ทำให้รีเทนชั่นบ้านเราน้อยมาก ส่งประกันต่อเยอะ เป็นปัญหาอยู่ เรื่องนี้รับได้ไม่ได้อยู่ที่ใจ อยู่ที่ความเข้าใจ ขณะที่ต่างประเทศเองบริษัทที่รับงานพวกนี้มีไม่กี่เจ้าที่ทำเป็นตลาดพิเศษ กำหนดราคาเองได้ ตอนนี้ดูตลาดที่สิงคโปร์อยู่มีรีอินชัวเรอส์อยู่ที่นั่น 20 กว่าบริษัทแต่ก็อยู่ที่เราจะอยากเล่นหรือเปล่า”

www.siamturakij.com
ที่มาของข่าว :: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1112 ประจำวันที่ 30 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน :: 94 ครั้ง
ส่ง Link ให้เพื่อน
E-mail ::   Send Mail
 
  HOME| ABOUT IPRB | INFORMATION SERVICES| NEWS | ARTICLES| IPRB PUBLICATIONS | ACTUARIES' CORNER | LINKS | CONTACT US
Copyright 2007 สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย - The Insurance Premium Rating Bureau - All Rights Reserved