top-head-banner

MEMBER LOGIN
User name ::

Password ::
SIGN IN
 

 
 
 
 
 
 
 
 

 
   
ฉบับที่ 20 กรกฎาคม 2553-กันยายน 2553
ภาวะโลกร้อน ประกันภัยช่วยอะไรได้บ้าง?

 
ซีดี-รอม ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับสมบูรณ์
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับเจ้าหน้าที่พิจารณารับประกันภัย
การคำนวณเงินสำรองค่าสินไหมทดแทน
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงของการประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ปี 2551 (ฉบับ Underwriter)

 
HyperLink
ฉบับที่ 17 กรกฎาคม-กันยายน 2553

 
 
"ทีคิวเอ็ม" ดึงบ.ประกันร่วมหุ้น ลุยธุรกิจโบรกฯปั๊มเบี้ยหมื่นล.

"ทีคิวเอ็มฯ" เล็งปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นในปี' 54 พร้อมดึงบริษัทประกันภัย 4-5 รายร่วมวงเสริมทัพธุรกิจแข็งแกร่ง ยืนยันยังถือหุ้นใหญ่-กุมอำนาจบริหารเหมือนเดิม

นายอัญชลิน พรรณิภา ประธานบริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทมีแผนที่จะดึงบริษัทประกันภัย 4-5 ราย เข้ามาถือหุ้นในบริษัทเพื่อร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างกัน และเป็นการต่อยอดศักยภาพของธุรกิจโบรกเกอร์ (นายหน้าขายประกัน) ให้ขยายตัวได้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีครึ่ง หรือภายในปี 2554

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงื่อนไขการเข้าร่วมหุ้นดังกล่าว นายอัญชลินกล่าวว่าตนจะยังคงความเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่และยังคงมีอำนาจในการบริหารจัดการบริษัทต่อไป

"การปรับเปลี่ยนครั้งนี้มีการพูดคุยมาร่วม 2 ปีแล้ว และเรามองว่าเป็นความจำเป็นทางธุรกิจที่จะต้องทำ ไม่ใช่เหตุผลด้านเงินทุนอย่างแน่นอน แต่เรามองว่าเมื่อธุรกิจเติบโตมาถึงจุดหนึ่งที่เราไม่สามารถบริหารแบบเอกเทศเพียงลำพังอีกต่อไป มันมีขีดจำกัด เราโตไปเพียงคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องหาพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์เข้ามาสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อให้บริษัทมีความแข็งแกร่งขึ้น มีความรู้ที่หลากหลาย และมีระบบบริหารจัดการที่ดีขึ้น ในต่างประเทศส่วนใหญ่ก็ใช้โมเดลธุรกิจลักษณะนี้"

นายอัญชลินกล่าวว่า แม้จะมีการเลือกบริษัทประกันภัยบางรายเข้ามาร่วมถือหุ้น แต่ทีคิวเอ็มฯก็ไม่มีนโยบายผูกขาดการส่งงานให้เฉพาะบริษัทผู้ร่วมหุ้นเท่านั้น แต่ยังคงส่งงานให้บริษัทประกันภัยอื่นๆ เช่นเดิม

สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาบริษัทที่ต้องการจะร่วมทุนจะเน้นไปที่ 3 ด้าน คือ ความเข้มแข็งด้านฐานะทางการเงินของธุรกิจ, วิสัยทัศน์ อุดมการณ์ รวมถึงเป้าหมายทางธุรกิจที่สอดคล้องกัน และองค์ความรู้ที่จะสามารถตอบสนองให้แก่ลูกค้าได้ ซึ่งเป็นส่วนที่จะมาเสริมในเชิงกลยุทธ์ให้ทีคิวเอ็มฯเติบโตต่อไปได้

"ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เราตัดสินใจเลือกเก็บธุรกิจโบรกเกอร์เอาไว้เพราะทำมานานและเป็นธุรกิจที่ดี มีอนาคต เพื่อนหลายคนก็สนใจร่วมทุน แต่เราก็ปฏิเสธเพราะธุรกิจยังเล็ก สร้างเบี้ยได้แค่ปีละ 300-400 ล้านบาท แต่ถึงขณะนี้ธุรกิจเติบโตขึ้นมาก ปีนี้ตั้งเป้าเบี้ยไว้ที่ 5,500 ล้านบาท และ 1.2 หมื่นล้านบาทในปี 2555 ถ้าเรายังต้องการจะโตไปกว่านี้ก็จำเป็นต้องมีโครงสร้างใหม่ที่ตอบโจทย์การเติบโตได้ดีกว่าเดิม"

นายอัญชลินกล่าวว่า หากในอนาคตจำเป็นต้องปรับโครงสร้างบริษัทไปสู่การเป็นบริษัทมหาชนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือแม้แต่โครงสร้างการตั้งเป็นบริษัทโฮลดิ้ง ในกรณีที่มีไลน์ธุรกิจมากกว่าปัจจุบันก็สามารถทำได้ โดยขึ้นอยู่บนพื้นฐานความจำเป็นทางธุรกิจเป็นหลัก

www.prachachat.net
ที่มาของข่าว :: นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 4230 วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน :: 116 ครั้ง
ส่ง Link ให้เพื่อน
E-mail ::   Send Mail
 
  HOME| ABOUT IPRB | INFORMATION SERVICES| NEWS | ARTICLES| IPRB PUBLICATIONS | ACTUARIES' CORNER | LINKS | CONTACT US
Copyright 2007 สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย - The Insurance Premium Rating Bureau - All Rights Reserved