MEMBER LOGIN
User name ::
Password ::
SIGN IN
ฉบับที่ 20 กรกฎาคม 2553-กันยายน 2553
ภาวะโลกร้อน ประกันภัยช่วยอะไรได้บ้าง?
ซีดี-รอม ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับสมบูรณ์
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับเจ้าหน้าที่พิจารณารับประกันภัย
การคำนวณเงินสำรองค่าสินไหมทดแทน
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงของการประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ปี 2551 (ฉบับ Underwriter)
ฉบับที่ 17 กรกฎาคม-กันยายน 2553
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
สัปดาห์ที่แล้วมีการประโคมข่าวว่ากระทรวงการคลังเสนอแนวทางการปฏิรูปภาษี โดยจะขอเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม “แลก” กับการลดภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคล ต่อมานายกรัฐมนตรีประกาศว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในขณะนี้ ดังนั้น วันนี้ผมจึงเห็นว่าควรมาคุยกันเรื่องภาษี โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มครับ
การเลือกตั้งสภาสูงในประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมาในวันที่ 11 กรกฎาคม แสดงให้เห็นว่าการประกาศขึ้นภาษีนั้นส่งผลทางการเมืองได้มากเพียงใด หากทบทวนกลับไป 1 เดือนที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่เข้ามารับตำแหน่ง จะเห็นข่าวว่านายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คัง แสดงความเห็นว่าประเทศญี่ปุ่นจะต้องปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ โดยอาจต้องปรับเพิ่มภาษีการขาย (คล้ายกับภาษีมูลค่าเพิ่ม) จาก 5% เป็น 10% ทั้งนี้เพื่อรักษาวินัยทางการคลังและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะเผชิญ วิกฤติการคลังเช่นเดียวกับประเทศกรีซ ปรากฏว่าหลังการประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าว ความนิยมของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ปรับลดลงจาก 60% มาต่ำกว่า 50% อย่างรวดเร็ว ทำให้นายกฯ คัง ต้องขยายความว่าแนวคิดจะปรับขึ้นภาษีการขายนั้นจะไม่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งสภาล่างครั้งต่อไปในอีก 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่าการประกาศจะขึ้นภาษีของนายกฯ คัง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลพ่ายแพ้การเลือกตั้งสภาบนอย่างเกินความคาดหมาย กล่าวคือ เดิมทีพรรคร่วมรัฐบาลคุมเสียงข้างมากในสภาบน โดยมีคะแนนเสียง 123 จาก 241 ที่นั่ง แต่หลังการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคร่วมรัฐบาลได้รับเลือกเพียง 110 ที่นั่ง โดยพรรค Democrat Party of Japan (DPJ) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำของฝ่ายรัฐบาล มีจำนวนที่นั่งเหลือ 60 ที่นั่ง ในขณะที่แกนนำพรรคฝ่ายค้านคือพรรค LDP ได้ที่นั่งเพิ่มจาก 71 เป็น 84 ที่นั่ง นักวิเคราะห์เชื่อว่าความพ่ายแพ้ดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจได้ยากลำบากขึ้น และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเอสแอนด์พีเตือนว่าความล่าช้าในการขับเคลื่อนนโยบายอาจส่งผลเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลญี่ปุ่น
บทเรียนข้างต้นทำให้การคิดจะปฏิรูปภาษีต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดที่จะปรับเพิ่มภาษีนั้นย่อมจะถูกต่อต้านโดยประชาชนที่รู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองกำลังรับภาระภาษี มากอยู่แล้ว และไม่ค่อยรู้สึกว่าภาษีถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า (หากไม่เชื่อผม ก็ลองให้รัฐบาลทำแบบสอบถามประชาชนดูได้ครับ) ทั้งนี้ ในประเทศสหรัฐเอง รัฐบาล Democrat ก็กำลังพยายามผลักดันการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในระดับรัฐบาลกลาง (มีการเก็บภาษีการขายในระดับมลรัฐอยู่แล้ว) แต่ก็กำลังถูกแรงต่อต้านอย่างมาก ทำให้ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามาจะทำได้สำเร็จหรือไม่ แต่นักวิชาการโดยทั่วไปลงความเห็นว่า
1. การขาดดุลของสหรัฐนั้นจะปล่อยให้เป็นอย่างปัจจุบันไม่ได้ เพราะในอนาคตรัฐบาลจะ “ถังแตก” จากรายจ่ายด้านประกันสุขภาพและประกันสังคม
2. การรักษาวินัยทางการคลังนั้นน่าจะต้องเพิ่มภาษีและลดรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐสวัสดิการลง ในส่วนของการเพิ่มภาษีนั้นลงความเห็นว่าภาษีมูลค่าเพิ่มเหมาะสมที่สุดเพราะฐานภาษีกว้าง (ผู้จ่ายภาษีมีจำนวนมาก) เช่น หากกำหนดภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 5% รัฐบาลกลางสหรัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 161,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2012 (แม้ว่าจะยกเว้นภาษีบางรายการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยแล้วก็ตาม)
กรณีของประเทศไทยนั้น หากพิจารณาจากภาษีที่รัฐบาลเก็บได้ในปี 2009 ก็จะพบว่ารัฐบาลมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (อัตราปัจจุบัน 7%) เท่ากับ 430,000 ล้านบาท และหากหักการขอคืนภาษีก็จะเหลือ 270,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เปรียบเทียบกับภาษีประเภทต่างๆ จะเห็นได้ว่า รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (หักการขอคืน) สูงเป็นอันดับสาม รองจากภาษีรายได้นิติบุคคลและภาษีสรรพสามิต (เพิ่มขึ้นมากเพราะรัฐบาลปรับเพิ่มภาษีน้ำมัน)
ข้อดีของภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ
1. เป็นภาษีที่มีฐานกว้างขวางและหลีกเลี่ยงได้ยาก จึงเป็นภาษีที่ได้รับความนิยมสูง (สำหรับผู้เก็บภาษี) จึงพบว่า 139 ประเทศ เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการขยายตัวของเศรษฐกิจมากนักในระยะยาวเมื่อเทียบกับภาษีรายได้ เพราะภาษีรายได้จะทำให้ผู้ถูกเก็บภาษีขาดแรงจูงใจในการทำงานและขยายกิจการ เช่น ประเทศยุโรปที่เก็บอัตราภาษีเงินได้บุคคลสูง ส่งผลให้คนมีฝีมือย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศอื่น หรือเลี่ยงภาษีโดยการแลกบริการซึ่งกันและกัน (ช่างไฟฟ้าซ่อมระบบไฟฟ้าที่บ้านของหมอฟันโดยให้หมอฟัน “จ่าย” ค่าตอบแทนโดยการทำฟันให้ เป็นต้น) ในทางตรงกันข้าม ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เก็บจากการบริโภค จึงอาจส่งเสริมการออมและเงินที่ออมก็จะสามารถนำไปลงทุนต่อไปได้
3. ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นมองได้ว่าเป็นภาษีที่ช่วยการส่งออก เพราะรัฐบาลคืนภาษีให้ในกรณีที่ส่งสินค้าออก นอกจากนั้นยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับสินค้าที่นำเข้าด้วย จึงมองได้ว่าจะช่วยให้สามารถเกินดุลการค้าได้มากขึ้น
สำหรับข้อเสียมูลค่าเพิ่ม คือ
1. เป็นภาษีที่ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้น จึงจะส่งเสริมให้รัฐบาลใช้จ่ายอย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น และทำให้หันกลับมาปรับภาษีเพิ่มขึ้นเมื่ออยากขยายรายจ่าย เห็นได้จากกรณีของประเทศพัฒนาแล้วที่มักเริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่อัตราต่ำ (ประมาณ 5%) แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ปรับเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เห็นได้จากอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศหลักๆ
2. ภาษีมูลค่าเพิ่มกระทบคนจนมากกว่าคนรวย เพราะสินค้าเดียวกัน คนจนจ่ายเท่ากับคนรวยแม้ว่าจะมีรายได้ต่ำกว่า ดังนั้น คนจนจึงจ่ายภาษีเป็นสัดส่วนต่อรายได้สูงกว่าคนรวย ด้วยเหตุผลนี้ในหลายประเทศจึงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไม่เท่ากันสำหรับสินค้าประเภทต่างๆ โดยหวังว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อคนจน โดยเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่ต่ำสำหรับสินค้าจำเป็น
www.bangkokbiznews.com
ที่มาของบทความ ::
เว็บไซต์ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ (ธุรกิจ : CEO Blogs - ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553)
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน ::
91
ครั้ง
E-mail ::
Send Mail
HOME
|
ABOUT IPRB
|
INFORMATION SERVICES
|
NEWS
|
ARTICLES
|
IPRB PUBLICATIONS
|
ACTUARIES' CORNER
|
LINKS
|
CONTACT US
Copyright 2007 สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย - The Insurance Premium Rating Bureau - All Rights Reserved