top-head-banner

MEMBER LOGIN
User name ::

Password ::
SIGN IN
 

 
 
 
 
 
 
 
 

 
   
ฉบับที่ 20 กรกฎาคม 2553-กันยายน 2553
ภาวะโลกร้อน ประกันภัยช่วยอะไรได้บ้าง?

 
ซีดี-รอม ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับสมบูรณ์
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับเจ้าหน้าที่พิจารณารับประกันภัย
การคำนวณเงินสำรองค่าสินไหมทดแทน
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงของการประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ปี 2551 (ฉบับ Underwriter)

 
HyperLink
ฉบับที่ 17 กรกฎาคม-กันยายน 2553

 
เปิดเสรีโลจิสติกส์อาเซียน...ผลดี-ผลเสีย และหลากหลายประเด็นที่ต้องติดตาม

การเปิดเสรีการค้าบริการสาขาโลจิสติกส์ภายใต้กรอบความตกลง AFAS (ASEAN Framework Agreement on Services) ซึ่งมีเป้าหมายใน ปี 2556 โดยกำหนดจะเปิดให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นเพิ่มเป็นร้อยละ 51 ในปี 2553 และร้อยละ 70 ในปี 2556 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่า ในระยะสั้น หากมีการเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบ การแข่งขันอาจจะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างทันทีทันใด เนื่องจากยังมีประเด็นด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ธรรมเนียมปฏิบัติ รวมทั้งความรู้ความชำนาญในพื้นที่ ที่ยังเป็นอุปสรรคในการเข้ามาของชาวต่างชาติ และออกไปลงทุนนอกประเทศของคนไทย โดยเฉพาะในขั้นตอนที่จะต้องเปิดเสรีมากกว่ากฎหมายภายในของแต่ละประเทศ จึงมีความเป็นไปได้ที่กรอบเวลาการเปิดเสรีที่กำหนดไว้อาจจะล่าช้าออกไป แต่ในระยะยาว ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจากธุรกิจของชาวต่างชาติหรือผู้ประกอบการรายใหญ่ที่อาจมีการขยายเครือข่ายและการลงทุนให้บริการโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศในลักษณะคล้ายกับธุรกิจค้าปลีก และอำนาจการต่อรองที่มีมากกว่า รวมทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัย กสิกรไทย มีความเห็นว่า มูลค่าธุรกิจการขนส่งสินค้าทางบกซึ่งเป็นตลาดของผู้ประกอบการไทยเป็นส่วนใหญ่ มีโอกาสที่จะเผชิญการแข่งขันจากผู้ให้บริการต่างชาติมากขึ้น โดยประเมินว่า ตลาดขนส่งสินค้าทางบกในประเทศน่าจะมีมูลค่าตลาดประมาณ 380,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 48 ของตลาดบริการโลจิสติกส์โดยรวม ที่คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 800,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากมองอีกด้านหนึ่ง การเปิดเสรีสาขาโลจิสติกส์อาเซียนอาจเป็นโอกาสหนึ่งของผู้ประกอบการที่จะเข้าถึงตลาดการให้บริการที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งในอาเซียน และประเทศเพื่อนบ้านของอาเซียนที่มีพรมแดนติดกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ซึ่งเป็นตลาดการค้าและบริการที่มีขนาดใหญ่ และมีศักยภาพในการเติบโตสูง รวมทั้งการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น ตลอดจนความร่วมมือเพื่อการขนส่งระหว่างกันในภูมิภาคจะเอื้ออำนวยให้ผู้ให้บริการขนส่งทางถนนที่เกี่ยวเนื่องกับการค้าชายแดน รวมถึงการขนส่งสินค้าผ่านไปยังจีน เช่น รถบรรทุก การขนส่งด้วยห้องเย็น การขนส่งสินค้าอันตราย น่าจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีดังกล่าว โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2553 มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนระหว่างไทย มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา และจีนตอนใต้ อาจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 16.0-22.0 มีมูลค่าประมาณ 750,000-790,000 ล้านบาท จากในปี 2552 ซึ่งมีมูลค่า 646,813 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในระยะยาวการเปิดเสรีสาขาโลจิสติกส์อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภาครัฐจึงควรมีมาตรการที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ขณะที่ผู้ประกอบการก็ต้องเร่งปรับตัวในด้านต่างๆ เพื่อเสริมสร้างจุดแข็งของตน เพื่อรองรับการแข่งขัน และโอกาสที่จะเกิดขึ้นด้วย

www.kasikornresearch.com
ที่มาของบทความ :: บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (มองเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2871 วันที่ 6 กรกฎาคม 2553)
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน :: 72 ครั้ง
E-mail ::   Send Mail
 
  HOME| ABOUT IPRB | INFORMATION SERVICES| NEWS | ARTICLES| IPRB PUBLICATIONS | ACTUARIES' CORNER | LINKS | CONTACT US
Copyright 2007 สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย - The Insurance Premium Rating Bureau - All Rights Reserved