top-head-banner

MEMBER LOGIN
User name ::

Password ::
SIGN IN
 

 
 
 
 
 
 
 
 

 
   
ฉบับที่ 20 กรกฎาคม 2553-กันยายน 2553
ภาวะโลกร้อน ประกันภัยช่วยอะไรได้บ้าง?

 
ซีดี-รอม ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับสมบูรณ์
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ปี 2553-2556 ฉบับเจ้าหน้าที่พิจารณารับประกันภัย
การคำนวณเงินสำรองค่าสินไหมทดแทน
ต้นทุนความเสียหายอ้างอิงของการประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ปี 2551 (ฉบับ Underwriter)

 
HyperLink
ฉบับที่ 17 กรกฎาคม-กันยายน 2553

 
Microinsurance

พื้นฐานของประกันภัยแบบดั้งเดิม

สำนักวิจัยและสถิติ บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ หรือไทยรี จัดทำบทความเรื่อง ไมโครอินชัวรันส์ (Microin surance) โดยในตอนแรกนี้ ได้กล่าวถึงคำจำกัดความ และความแตกต่างระหว่าง ไมโครอินชัวรันส์ และประกันภัยแบบดั้งเดิม โดยระบุว่า Microinsurance ก็คือการประกันภัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งตามนิยาม หมายถึง คนที่มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยจะเป็นกลุ่มแรกที่โดนผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น การว่างงาน การถูกเลิกจ้างหรือการถูกลดเงินเดือน เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และคนกลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงสูงต่อภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเช่น การเจ็บป่วยอุบัติเหตุ การสูญเสียทรัพย์สินจากการโจรกรรมหรือไฟไหม้ ผลิตผลทางการเกษตรเสียหาย และภัยธรรมชาติ

เนื่องจากคนกลุ่มนี้ต้องพักอาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ค่อยดี หรือต้องทำงานนอกระบบ ทั้งภาคเกษตรและมิใช่ภาคเกษตร ซึ่งคนเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการป้องกันความเสี่ยงที่ดีทั้งจากภาครัฐ เช่น ระบบสาธารณสุข และระบบประกันสังคม และจากภาคเอกชน เช่น การประกันภัย สาเหตุเนื่องมาจากการที่คนเหล่านี้ขาดเอกสารหรือหลักฐานที่จะสามารถเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือขาดเอกสารหรือหลักฐานที่จะใช้ทำประกันภัย พร้อมทั้งยังขาดความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัยหรือถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธในการรับทำประกัน เป็นต้น ดังนั้น เมื่อความเสียหายเกิดขึ้น คนกลุ่มนี้จึงไม่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวได้ดีเท่าที่ควรนัก ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่คนกลุ่มนี้ มีตั้งแต่การนำเงินที่ออมไว้มาใช้จ่าย การกู้ยืมเงิน ทั้งในและนอกระบบ การให้ลูกออกจากโรงเรียนไปจนถึงการขายทรัพย์สินที่ตนมีอยู่

ดังนั้น Microinsurance จึงเสมือนเป็นหนึ่งในเครื่องมือของผู้มีรายได้น้อยจะสามารถนำมาใช้บริหารความเสี่ยงของตนเองได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศกำลังพัฒนา

ส่วนผลิตภัณฑ์ Microinsurance นั้น ต้องมุ่งตอบสนองความเสี่ยงที่คนกลุ่มนี้คำนึงถึงมากที่สุด ซึ่งแม้ว่าการให้ลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงในแต่ละประเทศแตกต่างกัน แต่การเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัวถือเป็นความเสี่ยงที่ได้รับความสำคัญมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ การตาย โดยเฉพาะของผู้ที่หารายได้เลี้ยงครอบครัว ส่วนความเสี่ยงอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุ ทรัพย์สินเสียหาย และภัยธรรมชาติ ยังเป็นสิ่งที่คนที่มีรายได้น้อยมีความกังวลเช่นกัน

ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ของ Microinsurance ในหลายประเทศจึงมีอย่างหลากหลาย ตั้งแต่การประกันชีวิต การประกันสุขภาพ การประกันอุบัติเหตุ การประกันทรัพย์สินการประกันภัยธรรมชาติ และการประกันพืชผล เหมือนกับการประกันภัยแบบดั้งเดิม (Traditional Insurance) ที่มีการซื้อขายกันอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี แม้ว่า Microinsurance นั้นจะเป็นประกันภัยสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการสงเคราะห์ให้แก่คนที่มีรายได้น้อย เพราะหากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม จะก่อให้เกิดรายได้และกำไรแก่บริษัทประกันภัยหรือผู้ที่เกี่ยวข้องได้ เนื่องจาก Microinsurance เป็นการดำเนินการกับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสของบริษัทประกันภัยในการขยายตลาดในการทำธุรกิจให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งผลของการขยายตลาดดังกล่าวก่อให้เกิดผลประโยชน์ทั้งต่อบริษัทประกันภัยเอง รวมทั้งในระดับประเทศ เพราะเมื่อประเทศมีสวัสดิการทางสังคมที่ดีขึ้น รัฐบาลจะสามารถนำงบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ไปพัฒนาส่วนต่างๆ ของประเทศได้

ด้วยเหตุนี้ Microinsurance จึงไม่ได้วัดจากขนาดขององค์กรหรือหน่วยงานที่จัดให้มีประกันภัย หรือแบกรับความเสี่ยง เพราะองค์กร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ Microinsurance มีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่ อาทิ การรวมกลุ่มกันภาย ในชุมชน (Community-based schemes) กลุ่มสหกรณ์ Micro Finance Institute (MFI) ไปจนถึงการให้บริการของบริษัทประกันภัยข้ามชาติเช่น Allianz และ AIG เป็นต้น หรือไม่อาจวัดจากขนาดของความเสี่ยงของผู้ทำประกันภัย เพราะความเสี่ยงของคนกลุ่มนี้มีตั้งแต่ การเจ็บป่วย การเสียทรัพย์สิน ไปจนถึงการเสียชีวิต

ทั้งนี้ จากการศึกษาจากประสบการณ์ของต่างประเทศ พบว่าการดำเนินการ Microinsurance นั้นมีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้ 1.ความร่วมมือระหว่างบริษัทประกันภัยและสหกรณ์ หรือ MFI โดยบริษัทประกันภัยเป็นผู้ออกผลิตภัณฑ์ และให้สหกรณ์ หรือ MFI เป็นตัวแทนในการกระจาย/ขายประกันภัย 2.บริษัทประกันภัยที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการคนที่มีรายได้น้อยโดยเฉพาะ 3.ผู้ให้บริการทางการแพทย์เป็นผู้ขายประกันสุขภาพ 4.การรวมกลุ่มของชุมชน 5.รัฐบาลให้การสนับสนุนหรืออุดหนุน และ 6.MFI จัดทำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน และให้ผู้ใช้บริการซื้อประกันภัย

ดังนั้น จะเห็นว่า Microinsurance ไม่ใช่สิ่งใหม่ของการประกันภัย โดยวัตถุประสงค์ของ Microinsurance นั้นเหมือนกันกับประกันภัยแบบดั้งเดิม (Traditional Insurance) กล่าวคือ ต่างก็เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงให้แก่ผู้ทำประกันภัยนั่นเอง โดยที่ Microinsurance เป็นการย้อนกลับไปสู่พื้นฐานเริ่มแรกของการประกันภัยแบบดั้งเดิม (Back to Basics) เพราะในทางปฏิบัติ Microinsurance ยังต้องดำเนินการเช่นเดียวกับการประกันภัยแบบดั้งเดิม เช่น การตั้งราคา การเอาประกันภัยต่อ และการจัดการสินไหมทดแทน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของ Lloyd’s ชี้ให้เห็นว่ารายละเอียดในการดำเนินการของ Microinsurance นั้นมีความแตกต่างกับประกันภัยดั้งเดิม โดยการทำ Microinsurance นั้นมิใช่เพียงแค่ย่อขนาดของประกันภัยแบบดั้งเดิมให้เล็กลงเท่านั้น เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ Microinsurance คือ ผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งมีความแตกต่างกับกลุ่มลูกค้าของการประกันภัยแบบดั้งเดิม ทั้งทางด้านลักษณะทางกายภาพ เช่น การพักอาศัย การศึกษา และการเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัย เป็นต้น และลักษณะทางเศรษฐกิจ เช่น รายได้ รายจ่าย และเงินออม การทำ Microinsurance โดยลดทุนประกันลงลดความคุ้มครองลง และเก็บเบี้ยประกันถูกลง จึงไม่ใช่วิธีดำเนินการที่จะก่อให้เกิดผลสำเร็จเท่าที่ควร หากโครงสร้างของการจัดการทางด้านต่างๆ เช่น ช่องทางการกระจายประกันภัย หรือการจัดการสินไหมทดแทนยังคงเหมือนกับประกันภัยแบบดั้งเดิม

ดังนั้น เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการทำ Microinsurance จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิด (Mindset) โดยจะต้องศึกษาถึงลักษณะทางกายภาพ พฤติกรรมความต้องการ ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำประกันภัย และความสามารถทางด้านการเงินของคนที่มีรายได้น้อย เพื่อให้เข้าใจและสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการและความสามารถที่จะจ่ายของคนกลุ่มนี้ รวมทั้งต้องง่ายต่อความเข้าใจของผู้ซื้อและง่ายต่อการปฏิบัติของบริษัทประกันภัยหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนั้นจะต้องมีการส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้เข้าใจถึงประโยชน์ในการทำประกัน เนื่องจากประกันภัยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้เหมือนกับสินค้าหรือบริการทั่วไป หากยังไม่เกิดความเสียหายขึ้น และสุดท้ายต้องนำเอานวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการดำเนินการทั้งทางด้านของการพิจารณารับประกันภัย ช่องทางในการขายประกันภัยและการจัดการสินไหมทดแทนด้วย เพื่อให้ต้นทุนในการดำเนินงานต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

www.siamturakij.com
ที่มาของบทความ :: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1084 ประจำวันที่ 20-23 มีนาคม พ.ศ. 2553
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน :: 407 ครั้ง
E-mail ::   Send Mail
 
  HOME| ABOUT IPRB | INFORMATION SERVICES| NEWS | ARTICLES| IPRB PUBLICATIONS | ACTUARIES' CORNER | LINKS | CONTACT US
Copyright 2007 สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย - The Insurance Premium Rating Bureau - All Rights Reserved