การประกันวินาศภัยกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย


การมีชีวิตให้อยู่รอดกับการมีชีวิตให้รอดอยู่อย่างไหนดีกว่ากัน ก็คงต้องมีข้อถกเถียงกันอีกยาวนาน ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่มีหน้าที่การงานที่ดีได้นั้น ต้องอาศัยเวลา การดูแลร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
      
ในโลกของธุรกิจมักจะมีความเสี่ยงในการดำเนินกิจการไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในการบริหารงาน ความเสี่ยงในทรัพย์สิน หรือความเสี่ยงในตัวบุคคลก็ตาม วิธีหนึ่งที่จะป้องกันความเสี่ยงได้ก็คือ การทำประกันภัย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะลดความเสี่ยงในภัยที่คาดไม่ถึง และเป็นการออมทรัพย์อีกวิธีหนึ่ง การประกันภัยที่ทราบกันดีก็คือ การประกันชีวิตกับการประกันวินาศภัย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดความหมายของการประกันภัยเอาไว้ในลักษณะ 20 หมวด 1 มาตรา 861 ดังนี้
      
“อันว่าสัญญาประกันภัยนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ ในกรณีวินาศภัย หากมีขึ้นหรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดั่งได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า เบี้ยประกันภัย”
      
การทำประกันภัยจะมีคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
      
1. ผู้รับประกันภัย หมายถึง คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้
2. ผู้เอาประกันภัย หมายถึง คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย      
3. ผู้รับประโยชน์ หมายถึง บุคคลผู้จะพึงได้รับค่าสินไหมทดแทนหรือรับจำนวนเงินใช้ให้
      
การประกันวินาศภัยถือเป็นธุรกิจให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร จะมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งแตกต่างไปจากการประกันชีวิตเป็นกิจการที่ถูกกำหนดให้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
      
ดังนั้น เมื่อการประกันวินาศภัยเป็นกิจการให้บริการ เมื่อได้รับเงิน จะต้องถูกผู้จ่ายเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ในอัตรา 1% ปัญหาอย่างหนึ่งของการประกันภัยที่มักจะแยกไม่ออกระหว่างประกันชีวิตกับการประกันวินาศภัย ก็อาจจะพิจารณาได้จากการเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันภัย
      
หากเป็นการประกันวินาศภัยจะต้องมีภาษีมูลค่าเพิ่ม และหากเป็นการประกันชีวิตจะไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีบริษัทประกันวินาศภัยประกอบธุรกิจประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและประกันสุขภาพ โดยแยกเป็นกรมธรรม์เดี่ยว จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม พิจารณาหลักเกณฑ์ได้ดังนี้
      
1. กรณีกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 (3) แห่งประมวลรัษฎากร
2. กรณีกรมธรรม์ประกันสุขภาพ อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร
3. กรณีกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและประกันสุขภาพ ซึ่งอยู่ในกรมธรรม์ฉบับเดียวกัน อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 (3) แห่งประมวลรัษฎากร
      
ดังนั้น หากเป็นการให้บริการอยู่ในบังคับ ต้องจดทะเบียนและต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทประกันวินาศภัย เมื่อเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันจากผู้เอาประกัน จะต้องออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้เอาประกัน เมื่อจุดความรับผิดของการให้บริการเกิดขึ้น และผู้เอาประกัน หากเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากมูลค่าทั้งหมดที่กิจการได้จ่ายไปให้กับบริษัทประกันวินาศภัย ทั้งนี้ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/3 ดังนี้
      
ข้อ 12/3 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันวินาศภัยให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยในประเทศไทย หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 1.0
      
กรณีการให้บริการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย เมื่อผู้เอาประกันจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันวินาศภัยให้กับตัวแทนของผู้รับประกัน ผู้เอาประกันมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1.0 ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.101/2544
      
โดยผู้เอาประกันจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในนามของผู้รับประกันซึ่งเป็นตัวการ และเมื่อตัวแทนนำเงินค่าเบี้ยประกันวินาศภัยจ่ายให้กับผู้รับประกัน ตัวแทนของผู้รับประกันไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันตามสัญญาประกันภัย ซึ่งกรมธรรม์หลักเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิต โดยมีความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมสัญญาแนบท้ายกรมธรรม์หลัก นั้น
      
ความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์หลักซึ่งเป็นการประกันชีวิต และเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไม่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528
 
http://www.manager.co.th/mgrWeekly
ที่มาของข่าว :: เว็บไซต์ นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์ 4 ส.ค. 2551
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน :: 1352 ครั้ง
ส่ง Link ให้เพื่อน
E-mail ::   Send Mail