ทำความเข้าใจ "มาตรฐาน IFRS" กับ ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส


เมื่อต้องเอ่ยถึงอะไรที่เกี่ยวกับการบัญชี ใครหลายคนคงคิดว่า นี่ไม่ใช่เรื่องใกล้ตัวสักนิด มันเป็นเรื่องของนักบัญชี แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตอนนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจไหนๆ ก็จะได้ยินการกล่าวถึงมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (international financial reporting standard : IFRS) คุ้นหูขึ้นเรื่อยๆ

จากที่ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้พูดคุยกับ "ประสัณฑ์ เชื้อพาณิชย์" ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วนสายงานการตรวจสอบบัญชี และ "แน่งน้อย เจริญทวีทรัพย์" หุ้นส่วนสายงานการตรวจสอบบัญชีและหัวหน้าทีมผู้ให้บริการด้าน IFRS บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ประเทศไทย ก็เห็นว่า IFRS เป็นมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่กำลังจะถูกนำมาใช้กับทุกธุรกิจและทุกขนาด ดังนั้นทุกธุรกิจจึงไม่ควรมองข้ามเกณฑ์ใหม่ที่กำลังจะเข้ามากระทบธุรกิจ

IFRS มาตรฐานใหม่ที่ละเอียดขึ้น

ผู้รู้ทั้ง 2 อธิบายให้ฟังว่า IFRS เป็นมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่กว้างกว่ามาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (international accounting standard : IAS) เนื่องจากที่ผ่านมา IAS จะมุ่งเน้นเฉพาะการรายงานทางบัญชี คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (international accounting standards board : IASB) ต้องการให้ขอบเขตการรายงานและเปิดเผยข้อมูลกว้างขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อจาก IAS มาเป็น IFRS ซึ่งเป็นการรวมเอามาตรฐาน IAS ทั้งหมดมารวมไว้ด้วยกัน

โดยมาตรฐานใดที่เป็น IAS ก็ยังคงเรียก IAS แต่มาตรฐานที่จะทยอยออกใหม่จะเรียก IFRS         ถึงตอนนี้ออกมาได้ 7 ฉบับแล้ว ซึ่งพื้นฐานของ IFRS ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว แต่จะเป็นหลักการให้      ตีความ (principle base) ที่แต่ละกิจการต้องดูว่าจะตีความจากหลักการออกมาเป็นอย่างไร

"ปัจจุบันประเทศไทยมีหลักการบัญชีของเราเอง ซึ่งก็อ้างอิงของฝรั่ง เพียงแต่ยังใช้ไม่ครบ แต่         ทิศทางตอนนี้คือจะทำให้ครบ แต่สภาวิชาชีพจะต้องอนุมัติให้ใช้และประกาศเป็นกฎหมายออกมา     จึงจะใช้ได้ ซึ่งระหว่างนี้เป็นจังหวะเหมาะในการเตรียมการของภาคธุรกิจ สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะใช้เต็มรูปแบบทุกฉบับภายในปี 2556"

ภายใต้เกณฑ์ใหม่จะช่วยให้การรายงานของธุรกิจมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ มีความโปร่งใสมากขึ้น เช่น จะพูดถึงความเสี่ยง ว่าบริษัทมีความเสี่ยงอะไรบ้าง เช่น อัตราแลกเปลี่ยน ขายสินค้าไปแล้ว ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไร เช่น ดอลลาร์เปลี่ยนไป 10% ผลกระทบเป็นเท่าไหร่ บริษัทจะจัดการอย่างไร จากแต่เดิมที่มีตัวเลข แต่ไม่มีที่มาที่ไป แม้ในมาตรฐานปัจจุบันจะมีการกำหนดเรื่องความเสี่ยงไว้ในหมายเหตุของงบฯ แต่ก็เป็นเพียงคำอธิบายกว้างๆ แต่ของใหม่จะอธิบายตัวเลขให้ละเอียดมากขึ้น

ทั่วโลกแห่ใช้ IFRS

ส่วนแนวโน้มการใช้มาตรฐาน IFRS อย่างเต็มรูปแบบในต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทที่ติดอันดับในฟอร์จูน 500 มี 190 บริษัทที่ใช้มาตรฐาน IFRS โดยคาดจะเพิ่มเป็น 245 และ 310 แห่งในปี 2556 และ 2558 แต่หากวัดเป็นประเทศพบว่าปี 2552 มีการใช้ IFRS แล้ว 110 ประเทศ และคาดว่าจะ    เพิ่มเป็น 150 ประเทศในปี 2554 ซึ่งถือว่าเป็นส่วนใหญ่ของโลกแล้ว

"เป็นเทรนด์ของโลกแล้ว ที่บริษัทจดทะเบียนจะต้องมีการปรับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ถ้าตลาดหลักทรัพย์ไทยต้องการเป็นตลาดที่นักลงทุนทั่วโลกมาลงทุน การมีข้อมูลทางการเงินที่เป็นสากลจะดึงนักลงทุนได้มาก เช่น บริษัทไทยที่ไปโรดโชว์นักลงทุนจะถามเลยว่า คุณใช้มาตรฐานบัญชีอะไร   ถ้าใช้ของไทย เขาก็จะถามว่า แล้วต่างจาก IFRS อย่างไร คิดเป็นเงินดอลลาร์สักเท่าไหร่ มันทำให้การตัดสินใจลงทุนช้าลงไปอีก นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทในต่างประเทศเขาหันไปใช้ เพราะตลาดทุนมันไม่ได้อยู่ในประเทศแล้ว"

ไทยเล็งใช้ IFRS กับ บจ.ทุกแห่ง

"แน่งน้อย" อธิบายว่า กรณีประเทศไทย เดิมทีจะให้ใช้ IFRS กับบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตลาดรวม 50 อันดับแรก (SET50) แต่ก็มีการมองเรื่องความเหลื่อมล้ำ แนวโน้มจึงคาดว่าจะเริ่มใช้พร้อมกันทั้งหมด ส่วนผลกระทบธุรกิจไหนจะได้รับมากที่สุดไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะแต่ละธุรกิจจะรับผลกระทบแตกต่างกัน จึงต้องไปศึกษาและประเมินผลกระทบกันเอง

IFRS สำหรับธุรกิจ SMEs

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก IFRS ฉบับเต็มมีความซับซ้อนและยุ่งยาก ทำให้ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม (SMEs) มีต้นทุนที่สูงมาก หากต้องการมาตรฐานบัญชีนี้ ดังนั้นจึงมีทำเป็นฉบับย่อมลงมาราว 2,500 หน้า เหลือ 230 หน้า แต่นั่นก็เป็นมาตรฐานที่ใช้กับ SMEs ในยุโรป

ล่าสุด ASEAN federation of accountants (AFA) ได้มีการหารือเพื่อจัดทำมาตรฐานสำหรับธุรกิจ SMEs ในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยจะมีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปในเดือน เม.ย. 2553 ที่ประเทศไทย และจะนำเสนอต่อที่ประชุม World Congress Accountancy ที่กัวลาลัมเปอร์ ในเดือน พ.ย. 2553 หากที่ประชุมอนุมัติ จะถือเป็นความสำเร็จของประเทศไทย ในฐานะแกนนำในการศึกษา

ความพยายามที่จะมีการสร้างมาตรฐานบัญชีสำหรับ SMEs ขึ้นมา ก็เพื่อให้ธุรกิจไทยมีความ        น่าเชื่อถือ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และนักลงทุนสามารถดูข้อมูลและตัดสินใจลงทุนได้เร็วขึ้น

www.prachachat.net

ที่มาของข่าว :: นสพ. ประชาชาติธุรกิจ ฉบับที่ 4168 ประจำวันที่ 21 ธันวาคม 2552
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน :: 1174 ครั้ง
ส่ง Link ให้เพื่อน
E-mail ::   Send Mail