แรงต่อต้านประชานิยมและรัฐสวัสดิการ


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระแสข่าวที่รัฐบาลมุ่งมั่นเดินหน้านโยบายประชานิยมและรัฐสวัสดิการดูเหมือนว่าจะเผชิญกับกระแสต่อต้านจากหลายฝ่าย

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจอ้างการสำรวจความคิดเห็นผู้อ่านผ่านเว็บไซต์ของกรุงเทพธุรกิจว่า 35% ไม่เห็นด้วยเพราะรัฐต้องแบกภาระ และอีก 23% ไม่เห็นด้วยเพราะเป็นนโยบายประชานิยม ในขณะที่ฝ่ายเห็นด้วย 23% มองว่าควรดำเนินการเพราะเป็นการบริการสังคมของรัฐ และเพียง 14% เห็นด้วยเพราะว่าช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน ข่าวดังกล่าวปรากฏในวันที่ 3 กรกฎาคม พร้อมกับการยืนยันของรัฐมนตรีคลังว่าฐานะการคลังแข็งแกร่งเพราะเก็บภาษีได้เกินกว่าเป้า 2 แสนล้านบาท และย้ำว่าแนวคิดไฟฟ้า รถเมล์ และ รถไฟฟรี คือ การช่วยประชาชน ไม่ใช่นโยบายหาเสียง ซึ่งจากผลสำรวจข้างต้นก็อาจสรุปได้ว่านโยบายดังกล่าวอาจไม่ใช่มาตรการเพื่อหวังหาเสียงจริงๆ ก็ได้ เพราะมีเสียงตอบรับเพียง 14%

นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเห็นว่าไฟฟ้า รถไฟ รถเมล์ฟรีนั้น ควรจะทำให้เป็นเรื่องถาวรจะได้ไม่เป็นประเด็นทางการเมืองที่จะต้องนำไปพิจารณาทุกครั้งที่จะต้องต่ออายุนโยบายดังกล่าว แต่หากดูผลสำรวจของกรุงเทพธุรกิจข้างต้นจะเห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ (35% ไม่เห็นด้วยเพราะรัฐต้องแบกภาระ และอีก 23% ไม่เห็นด้วยเพราะเป็นนโยบายประชานิยม) มองว่าเป็นนโยบายประชานิยม ทำให้เมื่อประกาศใช้แล้วจะเลิกได้ยากเพราะแรงกดดันทางการเมืองทำให้เลิกไม่ได้ คำถามต่อมาคือหากทำให้นโยบายประชานิยมดังกล่าวข้างต้นแล้วจะทำให้ไม่เป็นประเด็นทางการเมืองมากน้อยเพียงใด

ผมเกรงว่าจะยังเป็นประเด็นทางการเมืองอยู่ดี เพราะฝ่ายค้านอาจอยากเสนอนโยบายเพิ่มปริมาณและมูลค่าของนโยบายประชานิยมดังกล่าวได้ เพราะหากบอกว่าเหมาะสมที่จะเป็นมาตรการที่ถาวรแล้วก็แปลว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนควรได้รับบริการจากรัฐเป็นสิทธิของประชาชนและหน้าที่ของรัฐ ดังนั้น จึงยิ่งมีเหตุผลที่จะแข่งกันทางการเมืองในการเพิ่มบริการฟรีให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ในเชิงของการขยายบริการปัจจุบันหรือการเพิ่มบริการประเภทอื่นๆ (แจกข้าวสารฟรีจากสต็อกข้าวของรัฐบาลที่ซื้อมาจากประชาชนในราคาประกันที่สูงกว่าราคาตลาด) นอกจากนั้น อาจไม่เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่อาจเป็นการแข่งขันกันระหว่างการให้บริการฟรีในกรุงเทพกับการให้บริการฟรีในต่างจังหวัดอีกด้วย

ประเด็นต่อมาคือการตอบคำถามว่ารัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน ซึ่งคำตอบปัจจุบันคือรัฐบาลมีเงินและสภาวะทางการคลังก็แข็งแกร่งจริงดังที่รัฐมนตรีคลังกล่าวเอาไว้ แต่สภาวะทางการคลังนั้นมีขึ้นและมีลง เวลาที่สภาวะทางการคลังตกต่ำลงก็จะเป็นเพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้เก็บภาษีได้น้อย เป็นปัจจัยสำคัญในสภาวะดังกล่าวทุกคนในประเทศเผชิญปัญหา และสมควรที่รัฐบาลจะมีมาตรการเสริมเพื่อช่วยผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ และต้องการได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที จึงควรที่จะรักษาสถานะทางการคลังของประเภทให้มีกำลังส่วนเกิน (excess capacity) เพื่อเผชิญกับภาวะฉุกเฉินดังกล่าว ซึ่งนักธุรกิจทุกคนรู้ว่าการบริการที่ดีนั้นควรลดการใช้จ่ายประจำให้น้อยที่สุด จะได้มีความคล่องตัวในการจัดสรรเงินเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้น

กล่าวคือการเพิ่มภาวะนโยบายประชานิยมที่เลิกไม่ได้นั้นเป็นการลดความคล่องตัวของภาครัฐหากต้องเผชิญกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ไม่คาดหวังนั่นเอง แต่ประเด็นที่ผมเกรงว่าจะเป็นจุดอ่อนมากที่สุดที่ยังไม่ได้กล่าวถึงคือ การที่รัฐบาลให้บริการฟรีนั้นเป็นการปิดกั้นกลไกตลาดออกจากกระบวนการให้บริการดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ เช่นการให้บริการรถเมล์ฟรี แปลว่าไม่ต้องคิดเงินค่าโดยสาร จึงไม่สามารถทราบ (โดยมีตัวเลขเม็ดเงินเป็นเครื่องยืนยัน) ได้ว่ารายได้จากบริการดังกล่าวปรับขึ้นหรือลงมากเท่าไร มีผู้โดยสารได้รับบริการกี่คนเพราะการนับจำนวนผู้โดยสารคงทำได้ยาก เว้นแต่การรับทราบข้อมูลว่าเดินรถกี่เที่ยวและ/หรือการทำการสำรวจเป็นครั้งคราว การวัดประสิทธิภาพของบริการก็คงทำได้จำกัดและไม่ค่อยจะมีแรงกระตุ้นให้ทำการวัดผลมากนักเพราะเป็นบริการฟรี ดังนั้น ผู้บริหารจึงน่าจะให้ความสำคัญกับบริการที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า

แต่ถามว่าผู้บริหารจะให้ความสนใจกับการให้บริการฟรีหรือไม่ก็ต้องตอบว่า ก็ต้องให้ความสำคัญอย่างมากและตอบสนองอย่างเต็มที่ แต่จะเป็นการตอบสนองทางการเมืองเป็นหลักเพราะการให้บริการดังกล่าวไม่มีเหตุจูงใจทางเศรษฐกิจขององค์กรหลงเหลืออยู่ การของบประมาณเพื่อเพิ่มรถเมล์เพื่อซื้อรถเมล์ใหม่และเพื่อขยายเส้นทางเดินรถ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่จะเป็นการตัดสินโดยอาศัยแรงผลักดันทางการเมืองทั้งสิ้น เพราะแรงผลักดันในเชิงพาณิชย์นั้นถูกสกัดกั้นโดยการตั้งราคาบริการเอาไว้ที่ศูนย์ไปแล้ว ถามว่าจะมีแรงกดดันที่คานการให้บริการดังกล่าวหรือไม่ก็อาจมีฝ่ายค้านคอยจับผิดและผู้ให้บริการเอกชนที่จะร้องเรียนว่าเขาเสียเปรียบเพราะรัฐบาลทำการค้าไม่เป็นธรรม ดังนั้น จึงยังเป็นเรื่องที่ต้องขับเคี่ยวกันทางการเมืองอยู่ดี

มีการอ้างว่าการให้บริการสาธารณะนั้นเป็นสิ่งที่ทำกันทั่วโลกโดยเฉพาะการให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและโทรศัพท์ ตรงนี้เป็นความจริงแต่ต้องเข้าใจว่าองค์กรที่ให้บริการดังกล่าวจะต้องมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีกำไร ตลอดจนมีความมั่นคงระยะยาว ไม่ต้องเป็นภาระรัฐบาล (หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นภาระของประชาชนโดยรวม) แต่ในกรณีของรถเมล์และรถไฟนั้นเราก็ทราบดีว่ามีการขาดทุนอย่างต่อเนื่องและมีหนี้สินล้นพ้นตัวรวมกันหลายหมื่นล้านบาท แปลว่าในภาพรวมนั้นได้ถูกสั่งให้ทำการให้บริการสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง โดยการคิดค่าโดยสารต่ำกว่าทุนอยู่แล้ว

ดังนั้น ในหลักการจึงไม่ควรต้องให้องค์กรดังกล่าวต้องเพิ่มการให้บริการสาธารณะออกไปอีก การจะเรียกร้องให้รัฐวิสาหกิจให้การบริการสังคมเพิ่มนั้นน่าจะกำหนดเป็นหลักการว่าจะทำได้ก็ต่อเมื่อรัฐวิสาหกิจดังกล่าวมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และสามารถสร้างกำไรได้ในระยะยาว (เพื่อนำกำไรดังกล่าวมาลงทุนขยายกิจการและปรับปรุงกิจการเพื่อประโยชน์ขององค์กรและผู้ใช้บริการในระยะยาว) หากรัฐวิสาหกิจดังกล่าวยังขาดทุนอย่างมากและต่อเนื่องนโยบายเร่งด่วนน่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวก่อน จึงจะเพิ่มภาระให้แก่องค์กรดังกล่าวอย่างถาวรครับ

www.bangkokbiznews.com
ที่มาของบทความ :: เว็บไซต์ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ (ธุรกิจ : CEO Blogs - ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553)
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน :: 590 ครั้ง
E-mail ::   Send Mail